วันอังคารที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อ ว ด รู้ . . .

แต่ก่อน มีแม่ทัพคนหนึ่งเล่น หมากล้อม เก่งมาก ฝีมือแม่ทัพดีหาคนเล่นชนะได้ยาก และก็ภูมิใจในฝีมือตนมาก
วันหนึ่ง แม่ทัพออกรบ ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีป้ายติดว่า “หมากล้อม อันดับ 1 ของประเทศ”
แม่ทัพเห็นแล้วรู้สึกไม่ยอมรับในใจ จึงพักทัพ แวะเข้าไปหาเจ้าของบ้าน ขอประลองหมากล้อมด้วย
ปรากฎว่า เจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน
แม่ทัพยิ้ม เอามือลูบเครา พลางหัวเราะใส่เจ้าของบ้าน “เหอะๆ..แกเอาป้ายลงได้แล้ว”
แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความกระหยิ่มในฝีมือการวาง หมากล้อม และวิสัยทัศน์ในกลยุทธของตน
หลังจากนั้นไม่นาน แม่ทัพรบชนะกลับมา ผ่านมาที่เดิม
ก็ยังเห็นป้าย อันดับ 1 แขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม ก็อดไม่ได้ แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน และท้าดวลอีก
คราวนี้แม่ทัพบอกสำทับเจ้าของบ้านว่า เล่นให้ดี ถ้าชนะจะให้รางวัล แต่ถ้าแพ้ จะปลดป้ายอวดดีที่ติดไว้หน้าบ้านทิ้ง
แต่ปรากฎว่าครั้งนี้ แม่ทัพกลับพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงทั้ง 3 กระดาน ไม่เหลือเค้าลางความเก่งเดิมที่เคยทะนงในฝีมือ
แม่ทัพประหลาดใจมาก ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร ?
ไปฝึกที่ไหนเพื่อมาแก้มือหรือเปล่า ?
รู้สึกไม่อาจยอมรับได้ว่าเจ้าของบ้านเก่งกว่า เลยอ้างว่าเพิ่งเดินทัพกลับมายังเหนื่อยล้า พรุ่งนี้จะมาเล่นด้วยใหม่
เป็นอย่างนี้ สามวัน ทุกวันแม่ทัพแพ้หมากล้อมอย่างหมดรูป 3 กระดาน ทั้งสามวัน จนไม่อาจไม่ยอมรับว่าฝีมือตนด้อยกว่า และไม่มีเหตุผลใดกล่าวอ้างอีก จึงยอมรับนับถือฝีมือเจ้าบ้านอย่างจริงใจ ยอมตบรางวัลให้ตามสัญญา แต่ก็ยังอดถามไม่ได้ว่า แล้วทำไม
เจ้าบ้านขอร้องให้แม่ทัพรับปากว่าถ้าตอบตามจริงแล้วจะไม่มีโทษ แม่ทัพให้สัตย์
เจ้าของบ้านจึงตอบตามตรงว่า
เพราะท่านเป็นแม่ทัพ และข้าเป็นผู้น้อย
วันแรกที่เจอกัน ท่านเดินทัพไปรบ แต่กลับอดไม่ได้ต้องแวะมาลองฝีมือกับข้าพเจ้า ย่อมแสดงว่าท่านรู้สึกไม่ยอมรับนับถือผู้ใดในสิ่งที่ท่านคิดว่าท่านเก่งกว่า
อีกทั้งเมื่อเดินหมากท่วงทีกลยุทธเดินหมากท่านดุดันวางรุกรุนแรงหมายกินพื้นที่ไม่เหลือ มุ่งหมายชนะฝ่ายเดียว
ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าแพ้ชนะมีผลต่อความมั่นใจของท่านในการออกรบ ครั้งก่อนนั้น ท่านกำลังมีภารกิจต้องไปออกรบ ข้าน้อยจะไปลบเหลี่ยม ทำให้ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้
แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา และบังคับให้ข้าน้อยเล่นอีก ถ้าแพ้จะปลดป้ายของข้าน้อยออก จึงมิอาจออมมือให้แล้วขอรับ”
แม่ทัพพยักหน้ายอมรับในเหตุผล ที่เจ้าของบ้านอ่านได้กระจ่าง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าไม่พึงใจออกมา แต่ก็ไม่ว่ากระไร มอบรางวัลแล้วกลับไปยังทัพของตน
พอถึงที่พักก็คิดว่า คนที่อ่านกลหมากได้จนรู้ความคิดอ่านของตนย่อมจะเป็นภัย ใครรู้ว่าแม่ทัพแพ้หมดรูปขนาดนั้นถึงไหนอายถึงนั่น จึงสั่งลูกน้องคนสนิทให้ไปฆ่าเจ้าของบ้านเสีย
โดยให้เหตุผลว่าถ้าข้าศึกรู้ว่ามีคนนี้อยู่อาจเอาไปใช้เป็นประโยชน์ในการศึกคราวต่อไป แต่เมื่อไปถึง เจ้าของบ้านก็เก็บของและป้ายนั้นพร้อมออกเดินทางหายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือคนชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ
มีใจกว้างขวางพอที่จะให้คนอื่นได้ชนะ ได้ภูมิใจในฝีมือของตน
ได้ไปรบในสนามรบของตนอย่างมั่นใจ
การใช้ชีวิต ก็เหมือนกัน.....
รู้ ไม่จำเป็นต้องพูด ไม่พูด ใช่ว่าจะไม่รู้
หากคุณพูดในสิ่งที่คุณรู้ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของเรื่องไม่อยากให้รู้ หรือไม่คิดว่าคนอื่นจะรู้ คุณไม่ได้มิตร แต่ได้ศัตรู
คนทุกคนบอกว่ารับความจริงได้ ต้องการให้คุณพูดความจริง แต่พอคุณพูดแล้ว ใช่ว่าจะรับได้ทุกคน อาจจะโกรธคุณอีกต่างหาก ที่รู้ความจริงในใจ หรือความคิดของเขา
การที่เขาบอกให้คุณพูดความจริง ที่จริงแค่ต้องการจะรู้ว่าคุณรู้เท่าไหน แต่ไม่ได้หมายความว่ารับความจริงได้ เมื่อรู้ว่าคุณรู้เยอะมาก เยอะกว่าที่เขาคาดไว้ เขาย่อมโกรธคุณ เพราะ “รู้ทัน” หรือไม่ทำใจยอมรับได้ว่า ในเรื่องนั้นคุณเก่งกว่า รู้เยอะกว่าเขา
ต่อหน้าคนใจแคบ คุณต้องใจกว้าง ถ้าทำใจกว้างไม่ได้ ก็ต้องแกล้งโง่ เพราะไม่มีทางทำให้เขาพึงใจในความเก่งของคุณได้ ต่อให้เขายอมรับก็ยอมรับด้วยความรู้สึกไม่ยินยอม และมุ่งจะเอาชนะท่านให้ได้ มีแต่เสียกับเสีย
ต่อหน้าคนใจกว้าง คูณแสดงความสามารถได้ตามจริง เต็มเท่าที่คุณมี แต่ก็ยากนักที่จะเจอคนใจกว้างได้ง่ายๆ ในสังคมปัจจุบัน
คนเก่งหมากล้อมอ่านพินิจวิธีการเดินหมากล้อมก็เห็นความคิดอ่าน
คนเก่งใช้ชีวิต ก็ต้องอ่านพินิจวิธีคิดอ่านของคนที่ตนพบด้วย เพราะมีผลต่อการปฏิสัมพันธ์กันในอนาคต
gnitethailand.com

วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จุดแข็ง VS จุดอ่อน

"เซกิ" รักยูโดเป็นชีวิตจิตใจ พ่อแม่พาไปฝากให้เรียน
กับอาจารย์ที่เก่งที่สุดในเมือง
อาจารย์ปฏิเสธ และบอกให้ไปเล่นอย่างอื่น
"เซกิ"ไม่เปลี่ยนใจ
นั่งคุกเข่าหน้าสำนักจนดึกดื่น
อาจารย์ส่ายหน้า
ยอมแพ้ต่อความมุ่งมั่น
อาจารย์ตกลงรับ"เซกิ"
เป็นศิษย์แต่มีเงื่อนไขว่า...
จะสอนพื้นฐานให้
ส่วนระดับสูงกว่านั้น
จะสอนให้เพียงท่าเดียว
"เซกิ"ขอเหตุผล
อาจารย์จ้องตาแล้วตอบว่า...
นักยูโดแขนเดียว อย่างเธอ
เรียนเท่านี้ก็มากเกินไปแล้ว
"เซกิ"ก้มหน้ายอมรับ
เขาเสียแขนข้างนั้นจาก
อุบัติเหตุทางรถยนต์
เมื่อตอน 4 ขวบ
นั่นเป็นจุดอ่อนประการเดียว
...ที่เขายอมรับ
แต่ไม่เคยยอมแพ้
อาจารย์ส่ง"เซกิ"
เข้าแข่งขันรายการแรกในชีวิต
พ่อแม่มาชมพร้อมเตรียม
คำปลอบใจไว้ให้ลูกชาย
แต่"เซกิ"ผ่านรอบแรกไปได้
อย่างง่ายดายด้วยท่าทุ่ม
ท่าเดียว ที่ซ้อมมากว่า 6 เดือน
"เซกิ"ผ่านเข้ารอบลึกๆ
ด้วยท่าเดียว จังหวะเดียว
บางครั้ง"เซกิ"
ต้องรออยู่นานจนคู่ต่อสู้ขยับ
...เข้าจังหวะทุ่ม ที่เขาถนัด
กว่าจะรู้ตัว"เซกิ"ก็ผ่าน
เข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ
คู่ต่อสู้ของ"เซกิ"เป็นแชมป์เก่า
โตกว่า แข็งแรงกว่า
และแทบจะไม่มีจุดอ่อน
ที่เซกิจะเอาชนะได้เลย
"เซกิ"กัดฟันรอและรอ
และรอจนคู่ต่อสู้เผลอ
ลดการ์ดต่ำลง
"เซกิ"ทุ่มคู่แข่งลงพื้น
ด้วยท่าเดียวที่เรียนมา
และเป็นท่าที่พา"เซกิ"
...เป็นแชมป์
"เซกิ"
คิดว่าตัวเองอยู่ในความฝัน
แขนข้างเดียวกอด
ถ้วยรางวัลแน่น
ก่อนจะเอ่ยถามอาจารย์ว่า
"เซ็นเซ ทำไม?ผมถึง
ชนะได้ด้วยท่าทุ่มท่าเดียว"
"เซ็นเซ"ยกแขนขึ้นกอดอก
แล้วบอกกับลูกศิษย์ว่า
"เพราะท่าที่เซ็นเซถ่ายทอดให้เธอ
...เป็นไม้ตายสุดยอด
ของยูโด ซึ่งมันมีท่าแก้
อยู่เพียงท่าเดียวเท่านั้นคือ...
การยึดมือซ้ายแล้วกระชากกลับ"
"เซกิ"เหลือบตาไปมอง
ไหล่ซ้ายที่ปราศจากแขน
บางทีจุดอ่อนที่สุด
ที่ทุกคนเห็นอาจจะเป็นจุด
ที่แข็งแกร่งที่สุดของมนุษย์
อย่าง"เซกิ"
"ครูที่เลิศ และศิษย์มุ่งมั่น
ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
จังหวะ โอกาสและความรู้
...ย่อมน้ำมาซึ่งความสำเร็จ
และชัยชนะตามที่มุ่งหมาย

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Nothing but net !!!!

2006-4-6.....
Katherine Commale อายุแค่ 5 ขวบ ดูสารคดีของทวีปแอฟริกา บอกว่า เฉลี่ย 30 วินาที ก็จะมีเด็กคนหนึ่งตายเพราะโรคมาลาเรีย เธอขดตัวอยู่บนโซฟา แล้วก็เริ่มนับนิ้ว 1-2-3-4..... ตอนเธอนับถึง 30 ก็สีหน้าตกใจ ตะโกนบอกแม่ว่า
“แม่ ๆ เด็กแอฟริกาตายไปแล้ว 1 คน เราต้องทำอะไรสักอย่าง”
แม่เธอก็เข้าหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แล้วบอกแคตเธอรีนว่า
“มาลาเรียเป็นโรคที่น่ากลัว เด็ก ๆ เมื่อเป็นโรคนี้ มักจะเสียชีวิต”
“แล้วทำไมถึงเป็นมาลาเรีย ?”
“มาลาเรียติดต่อโดยยุง แอฟริกามียุงเยอะมาก”
“แล้วทำไงดี ?”
“ตอนนี้มีมุ้งที่แช่น้ำยากันยุง เมื่อมีสิ่งนี้ ก็จะป้องกันคนไม่โดนยุงกัด”
“แล้วทำไมพวกเขาไม่ใช่มุ้งแบบนี้ละ ?”
“มุ้งนี้แพงเกินไปสำหรับพวกเขา ๆ ไม่มีปัญญาซื้อ”
“ไม่ได้ เราต้องทำอะไรแล้ว”
ผ่านไปหลายวัน แม่ได้รับโทรศัพท์จากครูที่ รร อนุบาล บอกว่า แคตเธอรีนไม่ได้จ่ายค่าขนม
แม่ถามแคตเธอรีน เงินไปไหน
“ถ้าหนูอยู่ รร ไม่กินขนม ปกติไม่กินจุกจิก ไม่ซื้อตุ๊กตาบาร์บี้ อย่างนี้พอจะซื้อมุ้งได้ไม๊คะ ?”
แม่พาแคตเธอรีนไปห้าง ใช้เงิน 10 เหรียญ ซื้อมุ้งใหญ่ ๆ อันหนึ่ง พอเด็ก 4 คน แล้วก็โทรหาองค์กรการกุศลที่ทำงานในแอฟริกา ว่าจะส่งมุ้งไปได้ยังไง และก็บังเอิญเจอหน่วยงานนึ่งที่ชื่อ Nothing but net “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”
หน่วยงานนี้ จะส่งมุ้งไปให้เด็กแอฟริกาโดยเฉพาะ แคตเธอรีนจึงจัดการส่งมุ้งไปให้หน่วยงานนี้ด้วยมือของตัวเอง
ผ่านไป 1 สัปดาห์เธอได้รับจดหมายขอบคุณจากหน่วยงานนี้ ใน จม. บอกว่าเธอเป็นผู้บริจาคที่อายุน้อยที่สุด และบอกอีกว่า ถ้าบริจาคครบ 10 อัน จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ
แคตเธอรีนขอให้แม่ไปเปิดท้ายขายของกับเธอ เอาหนังสือเก่า ของเล่น เสื้อผ้าเก่ามาขาย ๆ ได้เงินจะได้เอาไปบริจาค แต่ขายไม่ดีเลย เธอคิดว่า “ตอนหนูบริจาคมุ้ง เขายังให้ใบประกาศเกียรติคุณ งั้นคนอื่นซื้อของหนู ให้เงินหนู งั้นเขาก็ต้องได้รับเหมือนกันเน๊าะ”
แล้วเธอก็เริ่มลงมือทำ ใบประกาศเกียรติคุณ แม่ช่วยเธอซื้อวัสดุ พ่อช่วยจัดห้อง น้องชายช่วยวาดรูปหัวใจแห่งรัก ใบประกาศเกียรติคุณทุกใบมีลายมือที่เขียนโดยตัวเธอเองว่า “ในนามของคุณ เราได้ซื้อมุ้ง 1 อัน ส่งไปแอฟริกา” แน่นอน มีลายเซ็นต์เธอด้วย
แค่บริจาค 10 เหรียญ ซื้อมุ้ง 1 อัน ก็จะได้ใบประกาศเกียรติคุณ
เพื่อนบ้านเห็นใบประกาศเกียรติคุณของเธอ รู้สึกว่าไร้เดียงสาอย่างน่ารักมากและก็ซาบซึ้ง แค่ไม่นาน ใบประกาศเกียรติคุณก็ถูกแจกออกไป 10 ใบ
เธอก็ส่งเงินไปที่หน่วยงาน “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” หน่วยงานก็ส่งใบประกาศเกียรติคุณและตั้งเธอเป็น “ทูตแห่งมุ้ง”
คนที่หน่วยงานบอกแคตเธอรีนว่า มุ้งที่เธอบริจาคถูกส่งไปยังหมู่บ้านหนึ่งในประเทศกาน่า ในหมู่บ้านมี 550 คน
“โอ่ พระเจ้า แล้ว 10 อันพอใช้ที่ไหน”
เพื่อนบ้านนอกจากซื้อมุ้งจากแคตเธอรีนยังช่วยเธอทำใบประกาศเกียรติคุณ กลายเป็นทีมงานแคตเธอรีน
บาทหลวงในชุมชนก็เชิญเธอไปพูดในโบสถ์ พูดแค่ 3 นาที ก็ได้เงินบริจาคมา 800 เหรียญ ทำให้เธอมีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาก เดินทางไปพูดที่โบสถ์อื่น ตอนเธออายุครบ 6 ขอบ ได้รับเงินบริจาคแล้ว 6316 เหรียญ
“ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” เอาเรื่องของเธอลงในเวป วันหนึ่งเธอเห็นเบคแฮ่มปรากฎตัวทาง TV ช่วยทำประชาสัมพันธ์การกุศลให้ “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” เธอรีบเขียนจดหมายขอบคุณไปให้เขา และแน่นอน เธอได้ส่งใบประกาศเกียรติคุณไปให้เขาด้วย 1 ใบ จากนั้นเบคแฮ่มเอาใบประกาศเกียรติคุณนี้ขึ้นเวปส่วนตัว เรื่องจึงแพร่กระจายออกไปอีก
2007-6-8.... เธอได้รับจดหมายจากหมู่บ้านที่รับมุ้ง เด็กในหมู่บ้านเขียนว่า
“ขอบคุณมุ้งของเธอ เราเห็นรูปเธอ เรารู้สึกว่าเธอสวยมาก”
แคตเธอรีนดีใจมาก ทำให้มีกำลังใจเพิ่มอีก เธอและทีมงานลงมือทำใบประกาศเกียรติคุณ 100 ใบ ส่งให้มหาเศรษฐีที่ติดอันดับในนิตยาสาร ฟร๊อบ
ในนั้นมีอยู่ใบนึงเขียนว่า “คุณบิลเกตที่เคารพ ไม่มีมุ้ง เด็กแอฟริกาจะตายเพราะมาลาเรีย พวกเขาต้องการเงิน แต่เงินอยู่ที่คุณ....”
2007-11-5..... มูลนิธิบิลเกตประกาศบริจาคเงิน 3 ล้านเหรีญให้ “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”
บิลเกตบอกว่า “ผมได้รับใบประกาศเกียรติคุณพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง บอกว่า เงินที่ซื้อมุ้งให้เด็กแอฟริกาอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เอาเงินออกมา ไม่ได้แน่”
ปี 2008..... มูลนิธิบิลเกตออกเงินถ่ายทำสารคดี “เด็กช่วยเด็ก” แคตเธอรีนจึงได้เหยียบแผ่นดินแอฟริกา ตอนเธอเห็นพวกเด็ก ๆ เขียนชื่อเธอไว้บนมุ้ง พวกเขาเรียกมุ้งช่วยชีวิตนี้ว่า "มุ้งแคตเธอรีน"
หมู่บ้านนี้ เดี๋ยวนี้ชื่อว่า "หมู่บ้านแคตเธอรีน"
หนูน้อยแคตเธอรีนอายุ 7 ขวบ ได้ช่วยชีวิตเด็กแอฟริกาแล้ว 20,000 คน
พลังของความบริสุทธิ์นี้ จะยิ่งมายิ่งแรง เพราะทุกหัวใจของทุกคน ล้วนมีเด็กที่จิตใจบริสุทธิ์อาศัยอยู่
ทำอะไรก็ได้. ถ้าคิดว่าดี.

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

บัณฑิต “ลิงจับหลัก”

27 สิงหาคม 2014
วรากรณ์ สามโกเศศ
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ช่วงเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านไปนี้มีบัณฑิตใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานไม่ต่ำกว่า 3 แสนคน และในจำนวนที่มีงานทำแทบทั้งหมดในขณะนี้อยู่ในสภาพของความกระวนกระวายใจหลายอย่าง ลองเข้าไปนั่งในใจของหนุ่มสาวเหล่านี้กันดู
ในขั้นแรก ผู้เข้าทำงานใหม่แทบทุกคนหวั่นไหวว่าจะไปทำงานอะไรให้เขาได้จนคุ้มค่าจ้าง อีกทั้งไม่มั่นใจว่าจะทำงานได้ และไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรให้นายจ้างตามที่เขาต้องการได้
เมื่อเข้าทำงานสักเดือนสองเดือนโดยทั่วไปก็เริ่มสบายใจขึ้น พอมองออกว่าตนเองมีค่าต่อนายจ้างอย่างไร เริ่มมีความเชื่อมั่นมากขึ้น อย่างไรก็ดีจำนวนมากจะประสบสิ่งที่เรียกว่า culture shock กับการทำงาน กล่าวคือ ตกใจกับประสบการณ์ในการทำงาน เช่น ต้องตื่นเช้าไปทำงานตรงเวลา ต้องมีวินัยในการทำงาน แต่งตัวเรียบร้อย พูดจามีสัมมาคารวะ จะทำอะไรตามใจชอบอย่างที่เคยเป็นไม่ได้ ถูกดุว่าหรือดุด่าโดยลูกพี่หรือเจ้านาย ฯลฯ
สิ่งที่ทุกคนประสบ หากไม่เคยฝึกงานมาก่อนก็คือสภาพการณ์ที่ผิดไปจากที่คาดหวังไว้ สิ่งที่เคยนึกฝันว่าสถานที่ทำงานจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผู้คนจะดีและให้ความสำคัญแก่ตนเอง งานที่ทำตรงกับที่เรียนมา ฯลฯ ไม่เป็นความจริง ส่วนใหญ่ที่มีความสามารถในการปรับตัวก็จะทำใจได้เมื่อสัมผัสกับโลกแห่งความเป็นจริง พวกที่ปรับใจไม่ได้ก็จะมีปฏิกิริยาหลายอย่าง เช่น ย้ายงานใหม่ ลาออก ทำงานอิสระเลิกทำงานโดยอยู่บ้านแทน ดิ้นรนเรียนต่อ ฯลฯ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้สำหรับบัณฑิตจำนวนมากที่อาจมีจำนวนถึง 2 ใน 3 ของผู้ที่เรียนจบในปีนี้หรือประมาณ 2 แสนคนจะบอกว่าไม่รู้เพราะยังหางานทำไม่ได้ สถิติของการหางานทำของบัณฑิตในปัจจุบันก็คือ 2 ใน 10 คน มีงานทำในเวลาหนึ่งปี (ผู้เขียนคิดว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินไป ถ้าใช้คำจำกัดการมีงานทำที่กว้างกว่านี้ เช่น ครอบคลุมไปถึงงานอิสระ ตัวเลขอาจอยู่ในระดับสูงกว่านี้พอควร ไม่ใช่เพียงแค่ 2)
จากการสังเกตด้วยตนเอง ผู้เขียนเชื่อว่าบัณฑิตที่หางานทำได้ยากหรือ “ทำงานต่ำกว่าระดับ” (ได้ค่าจ้างต่ำกว่าที่บัณฑิตอื่นๆ ได้รับกัน) มักเป็นบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยขนาดเล็กในต่างจังหวัดในสาขา “โหล” เช่น บริหารธุรกิจ จัดการทั่วไป ฯลฯ กอบกับตลาดแรงงานในต่างจังหวัดเล็ก จ่ายค่าตอบแทนไม่สูง และบัณฑิตไม่มีทักษะในระดับที่ตรงกับความต้องการของตลาด
สำหรับบัณฑิตส่วนใหญ่จากมหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่มีคุณภาพในกรุงเทพมหานครทั้งรัฐและเอกชนในแทบทุกสาขา การมีงานทำและได้ผลตอบแทนตรงกับระดับความรู้ความสามารถไม่ใช่เรื่องยากแม้แต่ในยามนี้ที่สภาพเศรษฐกิจต้องการแรงกระตุ้นอย่างแรง ไม่ว่าจากการใช้จ่ายของภาครัฐที่มีผลโดยตรง จากอำนาจซื้อจากนักท่องเที่ยว จากการลงทุนจากต่างประเทศ ฯลฯ
สำหรับบัณฑิตเหล่านี้ซึ่งอยู่ในยุคของ “Me Generation” ที่เพิ่งทำงาน จิตใจว้าวุ่นเพราะมีโอกาสในการเลือกงานพอควร สิ่งที่ได้ยินคือการเปลี่ยนงานหลังจากการทำไปได้ 1-2 เดือน หรือต่ำกว่านั้นเพื่อหาสถานที่ทำงานที่ “ดี” กว่า
“ดี” กว่าของบัณฑิตจำนวนมากก็คือเงินดี สวัสดิการดี ไม่ต้องเดินทางไกลมาก งานไม่หนักเกินไป ถ้าหายังไม่เจอก็จะทำงานไปพลางหาไปพลาง จนกว่าจะคิดว่าเจอ ในระหว่างทางก็ทำงานไปเรื่อยๆ โดยมิได้มุ่งมั่นบากบั่นมากนักเพราะใจคิดแต่จะย้ายเพื่อหางานใหม่ที่ ‘ดี’ กว่าอยู่ร่ำไป
การเรียนรู้งาน การพยายามเพิ่มคุณค่าของตัวเอง และการสร้างความไว้วางใจแก่ผู้เป็นนายและผู้ร่วมงานก็ย่อหย่อนไปเป็นธรรมดา เพราะใจมันไม่นิ่งเสียแล้ว บัณฑิตจบใหม่จำนวนมากทำงานในสภาวะจิตใจเช่นนี้
อย่างไรก็ดี ยังมีบัณฑิตจำนวนหนึ่งซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าแต่มีปัญญามากกว่า พวกนี้จะบากบั่นมุ่งมั่นทำงานที่ตนเองได้รับให้ดีที่สุด ถึงแม้จะไม่ใช่งานในฝันแต่ก็ไม่คิดจะย้ายงานในวันในพรุ่ง และถึงเงินจะไม่มากมายแต่หากเป็นงานที่ให้โอกาสที่ดีแก่ตนเองในการสร้างคุณค่าให้ตัวเองแล้ว พวกนี้จะทำงานเต็มที่ถึงแม้จะเป็นงานที่หนัก
กลุ่มที่มีปัญญานี้จะไปไกลในระยะยาวกว่าพวกชอบเล่น ‘ลิงจับหลัก’ เปลี่ยนงานเพื่อมองหางาน ‘เงินดี’ เพื่อสานฝันให้ตัวเองอย่างรวดเร็ว โดยหารู้ไม่ว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ดีๆ ซึ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วได้ (จะมีก็แต่น้ำท่วม หนี้ และความแก่เท่านั้น) ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไปโดยอยู่บนพื้นฐานของความมีคุณค่าของตนเอง หรือพูดอย่างภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือการมีผลิตภาพ (productivity) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คนในยุค Me Generation ส่วนใหญ่จะใจร้อน รอคอยอะไรไม่ค่อยได้ ครุ่นคิดแต่เรื่องจะ “ได้” โดยไม่ตระหนักว่าทุกอย่างมีต้นทุน (จะเก่งและรวยได้อย่างยั่งยืนก็ด้วยการเสียสละเวลา หยาดเหงื่อ และน้ำตา บากบั่นทำงานเพื่อเพิ่มพูนคุณค่าและผลิตภาพของตนเองเท่านั้น) โดยมีการมองชีวิตอย่างที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า myopic กล่าวคือมองชนิดใกล้ๆ แคบๆ อย่างขาดวิจารณญาณที่ดี
ถ้าพูดให้ทันสมัยก็คือ คนเหล่านี้เป็นเหยื่อของสิ่งที่เรียกว่า survivorship bias (Rolf Dobelli บัญญัติศัพท์นี้ใน The Art of Thinking Clearly, 2013) กล่าวคือมีความโน้มเอียงโดยธรรมชาติสู่ภาพลวงตาว่าความสำเร็จได้มาโดยง่ายในพริบตาเหมือนที่เห็นนางงาม นักแสดง และนักร้อง ร่ำรวยอย่างรวดเร็วในสื่อ โดยหารู้ไม่ว่าโดยแท้จริงแล้วมีคนอีกเป็นจำนวนแสนๆ และล้านๆ คนที่ล้มเหลว แต่ผู้คนไม่เคยรับรู้เรื่องราวของคนเหล่านี้ สื่อทำให้เห็นแต่เฉพาะผู้ประสบความสำเร็จซึ่งคนทั่วไปมีความเป็นไปได้ในการพบความสำเร็จต่ำมากๆ
ที่น่าสมเพชก็คือ คนใจร้อนเหล่านี้มีโอกาสสูงที่จะตกเป็นเหยื่อของคนฉลาดกว่าที่เข้าใจความใฝ่ฝันและความต้องการ ‘ได้’ อย่างรวดเร็วจนสามารถหาประโยชน์และเอาเปรียบได้เป็นอย่างดี
คำถามก็คือ ทำอย่างไรถึงจะเตือนบัณฑิตประเภท ‘ลิงจับหลัก’ ให้เข้าใจความจริงของชีวิตว่าความยั่งยืนของความมั่งคั่งในชีวิตนั้นอยู่ที่ใด? ใครที่พยายามจะเตือนก็จงเตรียมรับความผิดหวังไว้มากๆ เพราะคนเหล่านี้มัก ‘ฟังแต่ไม่ได้ยิน’ เนื่องจากหูของเขาอื้อ จะไม่รับฟังคำสอนหรือคำเตือนของผู้ใดนอกเสียจากว่าคำพูดเหล่านั้นตรงกับสิ่งที่เขาอยากได้ยิน
คนขาดปัญญาก็เสมือนคนขาดวัคซีนชีวิต มีโอกาสที่จะรับเชื้อ ‘ถูกเอาเปรียบ’ หรือ ‘ถูกหาประโยชน์’ จนช้ำใจหรือเสียผู้เสียคนได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ
หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “อาหารสมอง” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2557

ถอดรหัส “ฮั้วประมูล” (2)

15 กันยายน 2014
หางกระดิกหมา
อาทิตย์ก่อนได้กล่าวถึงหลัก “ฮั้วศาสตร์ 101” เพื่อให้เข้าใจภาพรวมและปัจจัยของปัญหาแล้ว คราวนี้ก็สมควรว่ากันด้วยแนวทางแก้ไขต่อไป
ตาม OECD Guidelines for Fighting Bid Rigging in Public Procurement บอกว่ามาตรการแรกที่ควรทำก็คือการศึกษาตลาด อย่างที่ได้บอกแล้ว การฮั้วนั้นเป็นเรื่องของการที่ผู้ค้าหลอกให้รัฐคิดไปว่าได้ซื้อของในราคาดีที่สุดในตลาด ทั้งที่ความจริงไม่ได้มีตลาดอยู่เลย มีแต่ราคาของผู้ร่วมฮั้ว
ดังนั้น ก่อนจะวางกลไกต้านฮั้วอะไรต่อไป สิ่งแรกที่รัฐต้องมีก็คือข้อมูลที่แท้จริงเกี่ยวกับตลาดเป็นต้นว่ามีผลิตภัณฑ์ใดบ้างที่จะสามารถใช้ตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงาน และผู้ค้าในตลาดนั้นมีใครบ้าง โดยรัฐควรจะพัฒนาองค์ความรู้เหล่านี้ขึ้นมาให้ได้ภายในองค์กรของรัฐ เพราะยิ่งองค์ความรู้ตรงนี้แข็งแรงมากเท่าไหร่ ค่าโง่ก็จะน้อยลงไปตามส่วน
ละเอียดยิ่งไปกว่านั้น รัฐต้องรู้ว่า ผู้ค้าแต่ละรายมีราคา มีต้นทุนของสินค้าเป็นอย่างไร มีราคาขายแบบ B2B มีราคาในการประกวดราคาสินค้าชนิดเดียวกันในครั้งที่ผ่านๆ มาเป็นเท่าไหร่ ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของราคา และราคาสินค้าที่อาจจะใช้ทดแทนกัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในตลาดและผู้เล่นอย่างครบถ้วนที่สุด แน่นอน องค์ความรู้เหล่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นง่ายๆ หลายๆประเทศจึงจัดให้มีระบบการจัดซื้อจัดจ้างกลาง เพื่อให้ง่ายต่อการสะสมองค์ความรู้ หรือมิฉะนั้น ก็อาจมีการจ้างบริษัทมาเป็นที่ปรึกษาการประเมินราคา แต่ในกรณีหลังนี้ก็ต้องให้มีการเซ็นสัญญาเก็บรักษาความลับให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้น หากบริษัทที่ปรึกษาเอาข้อมูลภายในไปบอกข้อสอบคนฮั้ว เรื่องก็จะบรรลัยจักรหนักเข้าไปอีก
มาตรการที่สอง การจัดการแข่งขันให้เข้มข้น การแข่งขันที่เข้มข้นก็หมายถึงว่ามีผู้ขายชั้นดีจำนวนมากตอบตกลงจะเข้าร่วมแข่งขันในการประกวดราคา โดยสิ่งที่รัฐสามารถทำได้เพื่อให้เกิดภาวะอย่างนี้ก็คือการลดต้นทุนในการเข้าร่วมประกวดราคาให้เหลือแต่น้อย จะวางกรอบคุณสมบัติอะไรก็เอาแต่เท่าที่สมควรและจำเป็น หากเปิดให้ต่างชาติเข้าร่วมได้ก็ควรเปิด นอกจากนั้น ยังควรคิดหาวิธีให้รายเล็กรายน้อยที่ปกติอาจไม่มีขีดความสามารถจะรับเอาไปทำได้ทั้งโปรเจกต์ได้เข้าแข่งขันประกวดราคาด้วย เพื่อไม่ให้การแข่งขันแคบจนตกลงฮั้วกันได้สะดวก
การลดต้นทุนที่อาจเป็นไปได้ก็เช่น การทำให้กระบวนการประกวดราคานั้นหน้าตาเหมือนๆ กันทุกๆ ครั้ง เช่น ใช้ฟอร์มเดียวกัน ขอข้อมูลอย่างเดียวกัน ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือบางทีถ้าเอกสารประกวดราคามันสามารถรวมได้เป็นแพ็กเกจก็ให้รวมเสียเลย คือเอกสารชุดเดียวสำหรับการประกวดราคาหลายๆ โปรเจกต์ เพื่อที่ฝ่ายผู้ค้ารายเล็กๆ เขาจะได้ถัวต้นทุนการจัดเตรียมข้อมูลและเอกสารได้ นอกจากนั้น หากบอกได้ก่อนนานๆ ว่าจะมีโครงการอะไรเกิดขึ้นอีกบ้าง ผู้ค้าที่กำลังน้อยๆ ก็จะมีโอกาสเตรียมประกวดราคาได้พร้อมมากขึ้น
ส่วนการลดข้อจำกัดทางคุณสมบัติ ก็คือการพยายามไม่กำหนดคุณสมบัติที่กีดขวางการเข้าร่วมประกวดราคาเด็ดขาด อย่างเช่น ขนาด องค์ประกอบ หรือลักษณะกิจการของบริษัท แต่กำหนดคุณสมบัติเท่าที่จะสอดคล้องกับขนาดและความซับซ้อนของโปรเจกต์ (เช่น คุณสมบัติเกี่ยวกับประสบการณ์ทำโปรเจกต์ คุณสมบัติเกี่ยวกับการไม่เคยเบี้ยวสัญญา) จะเรียกเงินการันตีก็เอาแต่พอคุ้มครองความเสียหาย อย่าเอาเสียจนกลายเป็นปราการที่ทำให้รายเล็กรายน้อยเข้ามาร่วมประกวดราคาไม่ได้ นอกจากนั้น กระบวนการคัดคุณสมบัตินี้ ถ้าเป็นไปได้ควรดำเนินไปพร้อมกับการประกวดราคา อย่าไปคัดก่อนนาน ไม่เช่นนั้นมันจะเหมือนการสรุปรายชื่อให้คนที่จะฮั้วรู้ว่าจะต้องนัดแนะกับใครบ้าง จะฮั้วกันง่ายเข้าไปอีก
มาตรการที่สาม การร่าง TOR ให้ชัดเจนแต่คาดเดาไม่ได้ ขั้นตอนนี้ถือเป็นจุดเป็นจุดตายของการประกวดราคา จะคอร์รัปชันหรือไม่ส่วนใหญ่ก็ทำกันตรงนี้ เป้าหมายของการร่าง TOR ที่ดีจะต้องมุ่งให้เกิดความชัดเจนที่สุด เพราะยิ่งชัดเจนเท่าไหร่ ผู้ค้าก็จะเข้าใจได้มากขึ้น และเกิดความมั่นใจที่จะเข้ามาร่วมประกวดราคามากขึ้น
อย่างไรก็ตาม TOR ที่ว่าชัดเจนนั้น ควรจะเป็นเรื่องของการบอกว่ารัฐอยากตอบโจทย์อะไร หรือยากได้รับผลอะไร มากกว่าการบอกว่าผู้ค้าจะต้องทำอะไรโดยวิธีการอย่างไร เพราะเรื่องหนึ่งๆ อาจมีวิธีทำได้ตั้งหลายอย่าง การที่รัฐไม่ไปผูกมัดคำตอบเสียตั้งแต่แรก จะเป็นปัจจัยให้ผู้ค้ามีอิสระในการหาคำตอบโจทย์ของรัฐที่หลากหลายขึ้น กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมหรือแม้กระทั่งความคุ้มเงินที่มากกว่า ทางที่ดีควรมีการเอา TOR ไปให้บุคคลที่สามตรวจก่อนมีการประกาศเพื่อให้แน่ใจว่าข้อความทุกอย่างอ่านรู้เรื่องชัดเจน นอกจากนั้น ควรเขียน TOR ในลักษณะที่เปิดให้มีการใช้ของทดแทนหรือวิธีการทดแทนได้หากว่าให้ผลดีเสมอกัน เพื่อให้มีคนเข้ามาเป็นผู้ค้าได้แปลกหน้ามากขึ้น หลากหลายมากขึ้น อันจะทำให้ฝ่ายฮั้วจัดขบวนลำบาก
แต่ข้อควรระวังก็คือ การร่าง TOR ที่ชัดเจน ไม่ได้แปลว่าร่างแบบให้คาดเดาได้ง่าย เพราะตารางการประกวดราคาที่เป็นรอบๆ แน่นอนเกินไป มีจำนวนซื้อขายชัดเจนตายตัวเกินไป ก็จะเป็นเป้านิ่งให้ฝ่ายฮั้วเอาไปคิดวิธีเวียนเทียนเข้ามาชนะการประกวดราคาได้สะดวก ตำราบอกว่าหน่วยงานของรัฐอาจจะต้องมีการรวมสัญญาเล็กเข้าเป็นสัญญาใหญ่บ้าง เอาสัญญาใหญ่มาแตกเป็นสัญญาเล็กบ้าง หรือแม้กระทั่งร่วมกับหน่วยงานอื่นเพื่อทำการจัดซื้อจัดจ้างพร้อมกัน เพื่อให้มูลค่าสัญญาหรือความถี่ของการประกวดราคามันมีความไม่แน่นอนสูง ไม่เอื้อต่อการฮั้ว
วิธีการต้านฮั้วยังไม่หมดแค่นี้ เดี๋ยวคราวหน้าจะมาต่อ
หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์ “โกงกินสิ้นชาติ” นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 กันยายน 2557

ถอดรหัส “ฮั้วประมูล”

ไมค์ตัวละเกือบแสนห้าทำให้คนสะดุ้งขึ้นมาเป็นแถวๆ
เรื่องนี้ถ้า คสช. จริงใจกับการต้านคอร์รัปชัน ก็ควรจะต้องปล่อยให้มีการสอบสวนและแถลงไขกันให้ถนัดทีเดียว เพราะการซื้อของที่คนพอรู้จักในราคาแพงอย่างนี้ ไม่ต้องใช้ความรู้เบื้องหลังอะไรมากมาย คนทั่วไปเขาอยู่ในฐานะที่จะฟังคำชี้แจงให้เข้าใจถี่ถ้วนได้อยู่ ปกติก็จะได้รู้ว่าปกติ
แต่ถ้าไม่ใช่ คสช. ก็จะได้มีโอกาสแสดงให้เห็นว่า “เราจะทำอย่างซื่อตรง” นั้น มันแปลว่าอะไร อย่าลืมว่า ถึง คสช. จะขอเวลาอีกไม่นาน แต่เงินที่ขอไม่ได้น้อยตามไปด้วย ดังนั้น ระหว่างยังต้องเป็นผู้รับผิดชอบกิจการของประเทศอยู่คณะเดียวอย่างนี้ มีแต่การเปิดเผยตรงไปตรงมาอย่างที่สุดเท่านั้น ที่จะทำให้ คสช. พ้นข้อครหาต่างๆ ได้
ระหว่างปูเสื่อรอฟังคำอธิบายเรื่องไมค์ว่าจะลงเอยเช่นไร ก็นึกขึ้นได้ว่าหนึ่งในเรื่องที่มีปัญหาคอร์รัปชันมากที่สุดของบ้านเราก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง และหนึ่งในเรื่องที่มีปัญหามากที่สุดของการจัดซื้อจัดจ้างก็คือการฮั้วประมูล ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะพูดเรื่องนี้กันให้ชัดๆ สักทีหนึ่ง
เช่นเดียวกับการคอร์รัปชันรูปแบบอื่นๆ การฮั้วประมูลถือเป็นเรื่องบั่นทอนประเทศอย่างน่าเกลียด เพราะปกติรัฐย่อมต้องการจะซื้อของที่ดีในราคาที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อประหยัดสตางค์ไว้ใช้ทำประโยชน์อื่นๆ โดยการที่รัฐจะได้ของอย่างนั้น ก็ต่อเมื่อพ่อค้าในตลาดแข่งขันกันอย่างจริงจัง กล่าวคือต่างคนต่างตั้งราคาและหาของคุณภาพวิเศษมาเสนอผู้ซื้ออย่างต้องการจะตัดหน้ากันเท่านั้น แต่การฮั้วประมูลก็มาทำลายสภาวะอย่างนี้ เพราะในการฮั้วประมูลนั้น พ่อค้าจะแอบร่วมมือกันเพิ่มราคาหรือลดคุณภาพสินค้ากันถ้วนหน้า จนไม่ว่ารัฐเลือกสินค้าของใครก็เรียกว่าถูกต้มทั้งสิ้น เสร็จแล้วพ่อค้าก็เอากำไรส่วนเกินไปแบ่งกันเองรอบวง ไม่มีใครตัดหน้าใคร และไม่มีใครกลับบ้านมือเปล่า นอกเสียจากรัฐบาลกับผู้เสียภาษี
ดังนี้ กล่าวได้ว่าหัวใจของการฮั้วประมูลมีอยู่เพียงสองประการ หนึ่ง คือการทำให้คนใดคนหนึ่งในบรรดาผู้ร่วมฮั้วประมูลชนะประมูลไปในราคาที่กำไรมหาศาลพอที่จะเอามาแบ่งกับผู้ร่วมฮั้วกันได้พอ และ สอง กลไกในการเอากำไรส่วนเกินนั้นไปส่งให้กับผู้ร่วมฮั้วคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ชนะการประมูล เช่น การให้ผู้ร่วมฮั้วได้รับจ้างช่วงหรือเป็นซัพพลายเออร์ในทอดต่อๆ มา หรือการให้สั่งจ่ายเงินไปยังบัญชีของผู้ร่วมฮั้ว
อย่างไรก็ตาม หลักวิชา “ฮั้ว 101” นี้ ยังสามารถแสดงออกได้เป็นหลายลักษณะ
หนึ่ง การใช้ผู้เข้าร่วมประมูลไม้ประดับ (Cover Bidding) วิธีนี้ก็คือการหาบริษัทมาร่วมประมูลหลายบริษัทเพื่อให้ดูเหมือนมีการแข่งขันคึกคัก แต่แล้วบริษัทเหล่านี้ เว้นเสียแต่บริษัทที่เตี๊ยมให้เป็นผู้ชนะ จะไม่มีใครยื่นซองประมูลที่อยู่ในลักษณะจะชนะประมูลได้เลย กล่าวคือ ถ้าไม่เสนอราคาที่แพงกว่าบริษัทที่เตี๊ยมไว้ ก็จะต้องบรรจุเงื่อนไขอะไรที่รู้แน่ว่าอย่างไรทางรัฐจะไม่อาจยอมรับได้ ผลสุดท้าย จึงทำให้บริษัทที่เตี๊ยมไว้ชนะประมูลอย่างฉลุย ทั้งๆ ที่บริษัทเข้าประมูลเยอะแยะ และราคาประมูลของบริษัทที่เตี๊ยมความจริงไม่ได้สมเหตุสมผลเลยนั่นแหละ
สอง การงดประมูล (Bid Suppression) คือการที่บริษัทผู้ร่วมฮั้วไม่ยอมเข้าร่วมประมูล หรือเข้าประมูลแล้วถอนตัวในภายหลัง เพื่อให้บริษัทที่เตี๊ยมไว้ชนะประมูล
สาม การเวียนประมูล (Bid Rotation) คือบริษัทที่ร่วมฮั้วเข้าร่วมประมูล แต่ตกลงกันอยู่ก่อนแล้วว่าใครจะได้เป็นผู้ชนะในสัญญาไหน เป็นลำดับๆ ไปทีละคนเหมือนกับเข้าคิว เช่น คราวนี้เอ็งชนะ คราวหน้าเอ็งต้องปล่อยให้ข้าชนะบ้าง
สี่ การแบ่งตลาด (Market Allocation) คือบริษัทที่ร่วมฮั้วจะตกลงกันว่าลูกค้าประเภทไหนหรือในเขตพื้นที่ไหนจะเป็นของบริษัทใด โดยเมื่อใดที่มีการประมูล ทุกคนก็จะเคารพเกณฑ์การแบ่งนี้ ไม่ก้าวล่วงกัน โดยถึงเวลาที่มีการประมูลของที่ถูกแบ่งไว้เป็นของตน คนอื่นก็จะตอบแทนบ้าง โดยไม่เข้ามาประมูลแข่ง หรือเข้ามาแต่ในลักษณะของไม้ประดับ
อย่างไรก็ตาม การจะฮั้วให้สัมฤทธิ์ผลนั้น จำเป็นที่ผู้ร่วมฮั้วจะต้องร่วมมือกันทำตามแผนที่ออกแบบกันไว้ อีกทั้งต้องมีวิธีให้ผู้ร่วมฮั้วทุกคนสังเกตได้ว่าผู้ร่วมฮั้วแต่ละคนเล่นตามแผนหรือไม่ โดยถ้าใครโกงไม่ทำตาม ก็จะต้องมีวิธีแก้เผ็ด ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ความจริงมีขึ้นได้ในทุกตลาด แต่จะยิ่งมีได้ง่ายขึ้นในตลาดที่มีลักษณะเอื้อต่อการฮั้วดังต่อไปนี้
หนึ่ง ตลาดที่มีพ่อค้าน้อยราย นี่ก็เป็นเรื่องปกติ เพราะตลาดที่มีพ่อค้าอยู่ไม่กี่คน ย่อมเป็นการง่ายกว่าสำหรับการตกลงให้มาร่วมฮั้วกันครบทุกคน ซึ่งข้อนี้ย่อมรวมถึงตลาดที่พ่อค้าหน้าใหม่เข้ามาได้ช้า หรือเข้ามาได้ยากด้วย เพราะคนเก่าๆ ไม่ต้องกลัวว่าที่เตี๊ยมๆ กันไว้ จะมีคนนอกที่ไหนหลุดเข้ามาทำให้เสียแผน ตลาดสินค้าประเภทที่ไม่มีของทดแทนกันได้ง่ายๆ ก็เข้าข้อนี้เหมือนกัน
สอง สภาพตลาด ตลาดที่อุปสงค์อุปทานแปรเปลี่ยนทีละมากๆ จะทำให้ฮั้วกันไม่ค่อยถนัด เพราะสมมติตกลงให้เจ้าไหนชนะประมูลไปแล้ว อยู่ดีๆ ความต้องการสินค้านั้นก็อาจจะหมดไปเลยก็ได้ ทำให้คนอื่นๆ ที่หวังจะชนะประมูลรอบหน้าหมดสิทธิ เพราะเขาเลิกประมูลหาของชนิดนั้นกันแล้ว ตรงกันข้าม สินค้าอะไรที่ตลาดมีความต้องการสม่ำเสมอ ไม่ค่อยผันผวน ก็จะเกิดกรณีฮั้วได้ง่าย เพราะทุกคนรู้ว่าจะมีประมูลให้ได้ผลัดกันชนะกันอีกหลายรอบ
สาม การประมูลบ่อยครั้ง สินค้าอะไรที่รัฐจำเป็นต้องซื้อบ่อยและซื้อเป็นประจำนั้นง่ายต่อทำการฮั้ว เพราะผู้ร่วมฮั้วเขาแบ่งกันได้ง่ายๆ ว่าครั้งไหนของใคร และเวลาใครโกงไม่ทำตามที่ตกลง ในการประมูลครั้งต่อๆ ไปจะเปิดโอกาสให้ดัดหลังได้
สี่ การประมูลสินค้าที่ไม่ซับซ้อนหรือมีลักษณะเหมือนกัน สินค้าลักษณะอย่างนี้จะฮั้วกันได้ง่าย เพราะผู้ร่วมฮั้วสามารถออกแบบกันได้โดยไม่ยุ่งยากว่าแต่ละบริษัทจะตั้งราคากันอย่างไรที่จะนำไปสู่ผลที่ต้องการตามแผนฮั้ว และยิ่งถ้าเป็นสินค้าที่ไม่ค่อยมีนวัตกรรม ไม่ค่อยมีพัฒนาการทางเทคโนโลยี ก็จะไม่มีเหตุให้ต้องกำหนดราคากันใหม่บ่อยๆ ก็จะฮั้วง่ายเข้าไปอีก
เท่าที่กล่าวมานี่ก็คือสภาพและที่มาที่ไปของการฮั้วตาม OECD Guidelines for Fighting Bid Rigging in Public Procurement เท่านั้น โดยในส่วนของวิธีการแก้ปัญหา ตำราก็ยังมีกล่าวไว้อีกมาก
โอกาสเหมาะๆ ก็จะทยอยนำเสนอต่อไป
หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรกคอลัมน์โกงกินสิ้นชาติ นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2557

จ่ายภาษีแบบไร้ศีลธรรม

6 ตุลาคม 2014
หางกระดิกหมา
ในกระบวนเรื่องที่ท้าท้ายความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของคนทำมาหากินทั่วไปคงจะไม่มีเรื่องไหนยิ่งไปกว่าการเลี่ยงภาษี (tax avoidance)
ทั้งนี้ เพราะเรื่องอื่นๆ ในโลกนั้น ดีเลวก็อาจว่าไปตามเนื้อผ้าได้โดยง่าย ในขณะที่เรื่องเลี่ยงภาษีนั้นเป็นของหมิ่นเหม่ อาจมองได้ทั้งสองทาง ทางหนึ่งคนก็ว่าการเลี่ยงภาษี กล่าวคือการใช้ช่องทางตามกฎหมายเพื่อให้จ่ายภาษีน้อยที่สุดนั้น ต่อให้ถูกกฎหมายแค่ไหน ก็เป็นเรื่องไม่ถูกศีลธรรม เพราะเหมือนตอนทำธุรกิจตั้งอกตั้งใจแสวงหารายได้เต็มที่ แต่ถึงเวลาจ่ายคืนให้กับรัฐซึ่งเป็นที่มาของรายได้นั้นกลับทำอย่างเสียไม่ได้ ไม่สมน้ำสมเนื้อกัน
ในทางตรงกันข้าม อีกฝ่ายหนึ่งก็แก้ว่าการเลี่ยงภาษีไม่เห็นมีที่ไม่ถูกศีลธรรมตรงไหน เพราะธุระอะไรที่คนที่ได้จ่ายภาษีตามกฎหมายถูกต้องแล้วจะต้องหาเรื่องเทเงินเข้ารัฐให้มากกว่านั้นเข้าไปอีก ในเมื่อสุดท้ายเงินนั้นก็คือเงินของเขา ไม่ใช่เงินรัฐ อย่าว่าแต่ถ้าบอกว่าการไม่เอาเงินให้รัฐเป็นเรื่องไม่ถูกศีลธรรม ก็เท่ากับบอกว่าการเอาเงินให้รัฐถือเป็นเรื่องถูกศีลธรรมทั้งสิ้น ทั้งที่ความจริงการใช้เงินของรัฐก็ไม่เห็นได้วิเศษวิโสกว่าการใช้เงินของเอกชนที่ตรงไหน ไหนจะก่อหนี้สาธารณะ ไหนจะสนับสนุนสงคราม ไหนจะทำเรื่องอะไรอีกหลายอย่างที่คนเขาไม่เห็นด้วย
ข้อสนับสนุนหลักของฝ่ายนี้ก็คือคำพิพากษาต่างๆ นานาที่บอกว่าการเลี่ยงภาษีไม่ผิดกฎหมาย อย่างเช่น คำพิพากษาของลอร์ด ไคลด์ ในคดีที่กรมสรรพากรของอังกฤษฟ้องผู้เลี่ยงภาษีคนหนึ่งในปี 1929 ที่ว่า “ไม่มีบุคคลใดในประเทศนี้ที่จะมีหน้าที่แม้แต่น้อยหนึ่ง ไม่ว่าจะหน้าที่ในทางศีลธรรมหรือในทางอื่น ในอันที่จะต้องจัดสรรธุรกิจหรือทรัพย์สินของตนเพื่อให้กรมสรรพากรสามารถเข้ามากอบโกยได้มากที่สุด เพราะกรมสรรพากรนั้นๆ ไม่เคยช้าอยู่แล้วที่จะหาช่องประดามีภายใต้กฎหมายภาษีเพื่อถลุงกระเป๋าของผู้จ่ายภาษี โดยนัยนี้ ผู้จ่ายภาษีผู้ชาญฉลาดย่อมมีสิทธิที่จะป้องกันการผลาญทรัพย์ดังกล่าวของกรมสรรพากรได้โดยวิธีการต่างๆ เท่าที่เขาจะอาจทำได้โดยสุจริต”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการเลี่ยงภาษีจะถูกหรือผิดศีลธรรม แต่ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะเห็นตรงกันว่าหากการกระทำหนึ่งๆ ล่วงเลยการเลี่ยงภาษีไปสู่ขั้นการ “หนีภาษี (tax evasion)” กล่าวคือ การใช้ช่องทางผิดกฎหมายเพื่อให้จ่ายภาษีน้อยที่สุดแล้ว เมื่อนั้นการกระทำก็จะเป็นอันผิดทุกประตู ไม่ว่าจะในทางศีลธรรมหรือประการใดๆ
แต่ก็อีกนั่นแหละ ข้อสังเกตนี้ใช้ได้กับคนดีๆ เท่านั้น แต่ใช้ไม่ได้กับคนโกง เพราะคนโกงนั้น อย่าว่าแต่การเลี่ยงภาษีเลย ต่อให้การหนีภาษีก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไรทั้งสิ้น ดังเรื่องที่คุณ “กลุ้มใจ” แจ้งมาที่หางกระดิกหมาเมื่อไม่นานมานี้ เรื่องมีอยู่ว่าคุณกลุ้มใจ แกไปซื้ออาคารสำนักงานมาแห่งหนึ่งบนถนนธุรกิจสายสำคัญของ กทม. ซึ่งตามกฎหมายเจ้าของตึกย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีโรงเรือนให้กับ กทม. ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
ตามหลักการนั้น ภาษีโรงเรือน เขาเก็บคงที่อยู่ที่อัตราร้อยละ 12.5 ของ “ค่ารายปี” หรือประโยชน์ที่พื้นที่นั้นๆ อาจทำได้ในปีหนึ่ง ดังนั้นเจ้าของตึกจะเสียภาษีโรงเรือนมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าค่ารายปีของพื้นที่นั้นๆ สูงหรือต่ำ ถ้าค่ารายปีต่ำ ภาษีโรงเรือนก็จะไม่กี่สตางค์ แต่ถ้าค่ารายปีสูงมากๆ ภาษี 12.5% ก็อาจจะก้อนใหญ่จนน่าใจหายได้ ทั้งนี้ วิธีการคำนวณค่ารายปีนั้น ถ้าเป็นตึกที่เจ้าของปล่อยให้คนอื่นเช่า เจ้าหน้าที่ก็จะเอาค่าเช่ารวมกันทั้งปีมาเป็นค่ารายปี แต่ถ้าตึกนั้น เจ้าของใช้ทำสำนักงานเอง ไม่ได้ให้ใครเช่า ไม่มีค่าเช่าจะเอามาคิดเป็นค่ารายปี กฎหมายก็กำหนดให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ประเมินค่ารายปีขึ้นมา โดยดูจากทรัพย์สินในบริเวณใกล้เคียงกัน ที่มีลักษณะของทรัพย์สิน ขนาด พื้นที่ ทำเล ที่ตั้ง ฯลฯ คล้ายคลึงกับตึกนั้นเป็นเกณฑ์
และนี่เองก็คือที่มาของปัญหาของคุณกลุ้มใจ
เพราะก่อนถึงกำหนดที่คุณกลุ้มใจจะต้องเสียภาษีโรงเรือน ก็ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ติดต่อมา ถามว่า “ปีนี้จะเอาเหมือนเดิมหรือเปล่า?” ทีแรกคุณกลุ้มใจแกก็งง ไม่รู้เหมือนเดิมอะไร แต่ถามไปถามมา สุดท้ายก็สว่างว่าที่ว่าเหมือนเดิมก็คือ จ่ายใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ 1 ล้าน แล้วเจ้าหน้าที่จะประเมินค่ารายปีให้ต่ำๆ จนภาษีโรงเรือนลดจาก 8 แปดล้าน เหลือเพียง 2 ล้าน
ด้วยความที่เป็นคนตรง คุณกลุ้มใจแกจึงแข็งใจบอกไปว่า “ไม่เหมือนเดิมครับ แปดล้านก็แปดล้าน ผมไม่หนีภาษี” แต่แล้วก็นั่งนึกเสียดายว่าภาษีตั้งห้าล้านที่อาจประหยัดได้ น่าจะเอาไปทำอะไรได้อีกมาก กระทั่งลูกน้องก็ยังบ่นว่าไม่รู้คุณกลุ้มใจจะมานั่งทำตัวเป็นพระเอกทำไม เพราะภาษีห้าล้านนั้น ต่อให้คิดว่าประเทศเสียหาย แต่เฉลี่ยแล้วก็เสียคนละไม่ถึง 10 สตางค์ ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าคุณกลุ้มใจกลุ้มใจได้ไม่นาน เพราะว่าพอถึงเวลาประเมินภาษี สุดท้ายตัวเลขประเมินก็ออกมา 2 ล้านอยู่ดี แม้จะไม่มีการจ่ายคอร์รัปชัน คุณกลุ้มใจแกก็สงสัย คิดว่าเจ้าหน้าที่ลองใจ แต่สืบเสาะไปมาก็ได้ความว่าที่เจ้าหน้าที่ไม่คิดภาษีคุณกลุ้มใจเต็มที่นั้น ไม่ใช่เพราะว่าเจ้าหน้าที่ต้องการตอบแทนความซื่อสัตย์ของคุณกลุ้มใจอย่างเรื่องรุกขเทวดากับคนผ่าฟืน แต่เป็นเพราะเจ้าหน้าที่คิดเต็มที่ไม่ได้ ด้วยเหตุที่ว่าบนถนนสายนั้นทั้งสาย เจ้าหน้าที่ไปรับเงินใต้โต๊ะเขาไว้หมดแล้ว เจ้าหน้าที่จึงมีหน้าที่ต้องกดค่ารายปีของย่านนั้นให้ต่ำ ดังนั้น ขืนปล่อยค่ารายปีของคุณกลุ้มใจสูงโด่มาคนเดียวทั้งๆ ที่เป็นตึกอยู่ในย่านเดียวกัน ความก็จะแตกว่าเจ้าหน้าที่ทุจริตในการประเมินค่ารายปี คุณกลุ้มใจจึงรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ย่างไม่น่าเชื่อ
แล้วถามว่าคุณกลุ้มใจแกกลุ้มใจอะไร ใต้โต๊ะก็ไม่ต้องจ่าย ภาษีก็เสียถูกๆ แกบอกว่า “ก็ตอนนี้ผมกลายแกะดำ ไอ้พวกเศรษฐีบนถนนสายนั้นทั้งหมด มันหาว่าผมเอาเปรียบ ทำนาบนหลังคน ไร้จิตสำนึก บางคนก็บอกว่าทุเรศ เห็นแก่ตัว จะพลอยทำให้คนอื่นเค้าเดือดร้อนกันทั้งย่าน”
นี่แหละครับ จิตสำนึกหรือศีลธรรมมันก็พิสดารอย่างนี้นี่เอง พอพูดกันมากๆ เข้า คนดีเลยรู้สึกผิด ส่วนคนโกงกลับอ้างกันสบายไปเลย ดังนั้น จะปลูกฝังจิตสำนึก ศีลธรรม ค่านิยมอะไรก็ทำกันไปเถิดครับ แต่อย่าลืมเรื่องการวางระบบกลไกอะไรต่างๆ ให้มันเป็นเรื่องเป็นราว บิดเบือนยากกว่าตรรกะเพี้ยนๆ เหล่านี้หน่อยก็แล้วกัน
ไม่อย่างนั้นก็เห็นจะ “เหมือนเดิม” อีก
แล้วคราวนี้จะบ่นว่ากลุ้มใจไม่ได้นา
หมายเหตุ: ตีพิมพ์ครั้งแรก คอลัมน์โกงกินสิ้นชาติ นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 6 ตุลาคม 2557